ไม่มีใจ ทำไมไม่บอก

posted on 14 Feb 2012 11:08 by alonebe  in Life
 

 

เธอไม่เคยคิดอะไร 
ที่ผ่านมาฉันก็เหมือนใครๆ แค่เพื่อนเท่านั้น 
ที่ผ่านมาทำไมไม่บอกว่าไม่รักกัน 
ไม่มีใจรักฉันแล้ววันนั้นทำไมไม่บอกสักที 

เธอไม่เคยคิดอะไร 
ต่างกับฉันที่คิดมากมายกับเธอคนนี้ 
ไม่มีใจก็น่าจะบอกไม่ควรทำใจดี 
แล้วแบบนี้ฉันจะตัดใจได้อย่างไร 

ช้าไปไหมที่รัก 
บอกว่าไม่มีใจให้พิงพักในวันที่มันสาย 
แล้วความรักที่ให้เธอฉันควรจะทำเช่นไร 
เอาคืนก็ไม่ได้ผลตอบแทนที่เธอจะให้ก็ไม่มี 

ที่ผ่านมาทำไมไม่บอก 
หรือจะหลอกให้ฉันมีความหวังอยู่อย่างนี้ 
ช้าเกินไปที่จะให้ฉันลบลืมความทรงจำที่มี 
สายไปแล้วคนดีที่จะให้เพื่อนเธอคนนี้... ตัดใจ 




 

  หากเราต้องอยู่กับใครสักคน . . . ที่ไม่ได้รักเราแล้ว 
          เราอยากให้เค้า บอกความจริงกับเรา หรือป่าว. . .?
          เราจะรู้สึกอย่างไร หากใครคนหนึ่ง หลอกเราว่ารัก. . . 
          ทั้งๆ ที่หมดรักไปแล้ว

          ทุกอย่างในโลกเปลี่ยนแปลงได้. . .แม้แต่ใจของเราเอง 
          เมื่อวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่า. . .
          เราไม่ได้รัก คนที่เรารักมาตลอดอีกแล้ว
          แม้จะเป็นเรื่องที่เจ็บปวด และยอมรับได้ยาก

          อาจฟังดูไม่ดี. . . แต่ก็คือความจริง ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
          และคนทุกคน ก็มีสิทธิ์ที่จะเลิกรัก. . . 
          เมื่อหัวใจเราได้ เปลี่ยนไปแล้ว
          การที่จะไปบอกว่า เราไม่ได้รักเขาอีกต่อไปแล้ว. . .

          มันเป็นเรื่องยาก เพราะความรู้สึกผิด. . .เพราะความสงสาร. . .
          หรือ เพราะอะไรอีกมากมาย. . .
          ทำให้หลายคน ไม่ยอมที่จะพูดความจริง
          และเก็บงำ ความรู้สึกมากมายเอาไว้ และทนคบกันต่อไป. . .

          ลองคิดกลับกันดีไหม. . .?
          หากเราต้องอยู่กับใครสักคน ที่ไม่รักแล้ว
          เราอยากจะให้เขา บอกความจริงกับเราหรือป่าว. . .?
          เราจะรู้สึกอย่างไร . . . หากใครคนนึงหลอกเราว่ารัก
          ทั้งๆ ที่หมดรักไปแล้ว

          เรามีสิทธิ์ที่จะเลิกรักก็จริง. . .แต่เขาก็มีสิทธิ์ ที่จะรู้ความจริง
          แค่ไม่รัก ก็ผิดมากพออยู่แล้ว. . . อย่าทำผิดมากกว่าเดิม
          ด้วยการรั้งเขาไว้...

          อย่าอ้างว่า เป็นเพราะความสงสาร
          เพราะมันอาจกลายเป็น. . . ความเห็นแก่ตัว
          บอกความจริงให้เขาได้รู้...
          ให้เขาได้มีส่วน ในการตัดสินใจ ที่จะอยู่หรือไป...

          แม้ไม่ได้ทำให้ความผิดลดลง แต่อย่างน้อยที่สุด...
          ก็จะไม่ทำให้ความผิดมากขึ้นไปกว่าเดิม. . .

รักหรือช้ำ-เราทำเอง

posted on 14 Feb 2012 10:49 by alonebe  in Life
 

 “ความรัก” ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน
แต่ในเมื่อวันนี้... มีแต่เพียงคำว่า "รัก"
"รัก” ที่ให้ไปหมดทั้งหัวใจ

... ดูเหมือนว่า...  
ไม่เคยมีค่า... ในความรู้สึกของคนที่เรารักเลย
ไม่มีโอกาส... ที่จะได้หวังในสิ่งที่ปรารถนา
ไม่มีสิทธิ์... แม้แต่จะคิดว่าจะได้รับ “ความรัก” จากเค้า

แล้วจะมีประโยชน์อะไร
ในเมื่อ... รักแล้ว... มีแต่ช้ำ!! 

กินโยเกิร์ตลดความโกรธ

posted on 10 Jan 2012 15:34 by alonebe  in Trick
หลายๆ คน เลือกช่วงเวลาต้นปี ในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก มักถูกยกให้เป็นสิ่งแรกๆ ที่ต้องการควบคุมให้เป็นไปในทางที่ดี ดังนั้น ศุกร์สุดท้ายของปี 'มุมสุขภาพ' จึงนำสูตรเครื่องดื่มที่ช่วยลดความโกรธมาฝากกัน

โดย 'โยเกิร์ต' ถูกพบว่า มีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังอุดมด้วยวิตามินบี เพิ่มภูมิต้านทาน สร้างเม็ดเลือดแดง ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันผมร่วง

ที่สำคัญ แคลเซียมในโยเกิร์ตนั้น สามารถกล่อมประสาทไม่ให้โกรธง่าย ลดความฟุ้งซ่าน หงุดหงิด และฉุนเฉียว

เมื่อรู้ถึงสรรพคุณที่ดีต่ออารมณ์แล้ว ลองนำโยเกิร์ตมาทำเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งในสูตรที่แนะนำนี้ จะมีแอปเปิ้ล ช่วยลดความตึงเครียด แครนเบอร์รี่ ช่วยขับปัสสาวะ และน้ำผึ้ง ที่ช่วยแก้เจ็บคอ ขับเสมหะ และเป็นยาระบายอ่อนๆ

ส่วนผสม มีดังต่อไปนี้...

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย

แอปเปิ้ล 2 ถ้วย

แครนเบอร์รี่ 1 ถ้วย

น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา

ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากทำความสะอาดผลไม้ นำแอปเปิ้ลไปสกัดเอาแต่น้ำด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ ส่วนโยเกิร์ตกับแครนเบอร์รี่ให้ปั่นรวมกัน ได้แล้วให้เติมน้ำแข็งป่น น้ำแอปเปิ้ลที่สกัดไว้ลงไป รวมทั้งน้ำผึ้งก่อนปั่นส่วนผสมทั้งหมดพร้อมกันอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ โดยแนะนำให้ดื่มทันที

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

เหตุผลของคนรักสุรา

posted on 28 Dec 2011 22:42 by alonebe  in ForFun
 
1. สุราไม่เคยช้อปปิ้ง และไม่จำเป็นต้องให้เงินใช้

2. เป็นการง่ายที่คุณจะคบกับสุรานานาชาติโดยไม่ต้องมีปัญหาเรื่องภาษา
ไม่ว่าจะเป็นเหล้ามะกัน ไวน์ฝรั่งเศส สาเกยุ่น เหมาไถจีน.. แต่การจะหา
ภรรยานานาชาติ อาจเป็นเรื่องที่ต้องพยายามกันเป็นปีๆ

3. สุราร้อนทำให้เย็นได้ด้วยการจับยัดตู้เย็น เสียค่าไฟสิบบาท แต่เมื่อภรรยา
อารมณ์ร้อน กว่าเธอจะเย็นขึ้นมาได้ คุณอาจต้องเสียเงินซื้อดอกไม้ช่อละหลาย
ร้อย น้ำหอมขวดละหลายพัน หรือค่าโทรศัพท์อีกนับนาทีไม่ทัน

4. คุณสามารถเปลี่ยนขวดที่กอดอยู่ข้าง ๆ ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ แต่ถ้าจะ
เปลี่ยนคนที่คุณนอนกอดข้างๆ.. เอ้อ.... ได้ตื้บแน่!!

5. คุณนั่งดูถ่ายทอดฟุตบอลคู่กับสุราได้นานเท่าที่ต้องการ

6. สุราไม่เคยสั่งให้คุณไปซักผ้า ล้างรถ ตัดหญ้าสนาม ถูบ้าน ซ่อมห้องน้ำ
ปูกระเบื้อง ปะหลังคารั่ว ย้ายชั้นวางของ ตอกตะปูแขวนรูปในห้องรับแขก

7. สุราเปลี่ยนนิสัยคุณแค่ชั่วคราวหลังดื่ม แต่ภรรยาพยายามเปลี่ยนนิสัยคุณ
แบบถาวรด้วยกำลัง

8. คุณสามารถนอนเกาก้นและเรอดัง ๆ กับสุราได้โดยไม่ถูกบ่นว่าหรือมอง
ตาเขียว

9. คุณสามารถหาซื้อสุราได้ง่ายและบ่อยเท่าที่กระเป๋าคุณเต็มใจ แต่มักไม่
สามารถหาภรรยาได้ในราคาเต็มใจกระเป๋า แถมเปลี่ยนไม่ได้ง่าย ๆ เสียด้วย

10. สุราไม่เคยแย่งกับแกล้มคุณกิน และเข้ากับเพื่อนร่วมวงของคุณได้เสมอ

11. คุณสามารถตีตัวออกห่างจากสุราได้เมื่อรู้สึกเบื่อ และเมื่อใดที่คุณกลับ
ไปหา.. สุราก็ยินดีต้อนรับคุณทุกครั้ง

12. สุราไม่เคยหยิบเรื่องห่วย ๆ ที่คุณทำ (หรือเป็น) ไปเม้ากับเพื่อนๆ

13. คุณพูดได้มากเท่าที่ต้องการเมื่อนั่งอยู่กับสุรา จะไม่มีเสียงบ่นว่า
'หยุดเดี๋ยวนี้นะ' - 'พอได้แล้ว' - 'นี่คุณ...' - 'หุบปาก' ให้
ได้ยินอย่างเด็ดขาด

14. สุราทุกขวดไม่เคยห่วงว่าคุณจะรักสุราขวดอื่นมากกว่า

15. สุรายิ่งเก่ายิ่งดี มีราคาเพิ่มขึ้นตามเวลา แต่ภรรยาเนี่ยสิ...

 
 
 

หวยหลวงพ่อ ^^

posted on 21 Dec 2011 21:28 by alonebe  in ForFun
 
 
 
 

ทุกข์เพราะคิดผิด

posted on 21 Dec 2011 14:50 by alonebe  in Life
 
อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น 
ภาวนามากๆ ดูตัวเองมากๆ 
หลวงพ่อ (พระโพธิญาณเถร) บอกว่า 
“ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90 % ดูตัวเองแค่ 10 %” 

คือคอยดูแต่ความผิดของคนอื่น เพ่งโทษคนอื่น 
คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น 

กลับเสียใหม่นะ 
ดูคนอื่นเหลือไว้ 10 % 
ดูเพื่อศึกษาว่า เมื่อเขาทำอย่างนั้น 
คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร 
เพื่อเอามาสอนตัวเองนั่นแหละ 
ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง 90 % 
จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่ 


ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง 
โบราณพูดว่า เรามักจะเห็น 
ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา 
ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม 

มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย 
เราจึงต้องระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้มากๆ 
เห็นความผิดของคนอื่น ให้หารด้วย 10 
เห็นความผิดตัวเอง ให้คูณด้วย 10 
จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม 
เพราะเหตุนี้เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมากๆ 
และตำหนิติเตียนตัวเองมากๆ 
แต่ถึงอย่างไรๆ เราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั่นแหละ 

พยายามอย่าสนใจการกระทำ การปฏิบัติของคนอื่น 
ดูตัวเอง สนใจแก้ไขตัวเองนั่นแหละมากๆ 
เช่น เข้าครัวเห็นเด็กทำอะไรไม่ถูกใจ 
แล้วก็เกิดอารมณ์ร้อนใจ 

ยังไม่ต้องบอกให้เขาแก้ไขอะไรหรอก 
รีบแก้ไข ระงับอารมณ์ร้อนใจของตัวเองเสียก่อน 
เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็สักแต่ว่า ใจเย็นๆ ไว้ก่อน 
ความเห็น ความคิด ความรู้สึกก็ไม่แน่..... ไม่แน่ 
อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้ 
เราอาจจะเปลี่ยนความเห็นก็ได้ 
สักแต่ว่า..... สักแต่ว่า..... ใจเย็นๆ ไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูด 

ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน 
เมื่อจิตสงบแล้ว เมื่อจิตปกติแล้ว 
จึงค่อยพูด จึงค่อยออกความเห็น 
พูดด้วยเหตุ ด้วยผล ประกอบด้วยจิตเมตตากรุณา 
ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด 
ทำให้เสียความรู้สึกของผู้อื่น 
ทำให้เสียความรู้สึกของตัวเอง 
ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร 
มักจะเสียประโยชน์ซ้ำไป 

เพราะฉะนั้น อยู่ที่ไหน อยู่ที่วัด อยู่ที่บ้าน 
ก็สงบๆ ๆ ไม่ต้องดูคนอื่นว่าเขาทำผิดๆ ๆ 
ดูแต่ตัวเรา ระวังความรู้สึก ระวังอารมณ์ของเราเองให้มากๆ 
พยายามแก้ไข พัฒนาตัวเรา..... นั่นแหละ 

เห็นอะไรชอบ ไม่ชอบ ปล่อยไว้ก่อน 
เรื่องของคนอื่น พยายามอย่าให้เข้ามาที่จิตใจเรา 
ถ้าไม่ระวัง ก็จะยุ่งกับเรื่องของคนอื่นไปเรื่อยๆ 
หาเรื่องอยู่อย่างนั้น เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป็นเรื่องของเราหมด 
มีแต่ยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ ทั้งวัน 
อารมณ์มาก จิตไม่ปกติ ไม่สบาย ทั้งวันๆ ก็หมดแรง 

ระวังนะ 
พยายามตามดูจิตของเรา รักษาจิตของเราให้เป็นปกติให้มาก 
ใครจะเป็นอะไร ใครจะทำอะไร ดีหรือไม่ดี เรื่องของเขา 
แม้เขาจะทำกับเรา ว่าเรา..... ก็เรื่องของเขา 
อย่าเอามาเป็นอารมณ์ 
อย่าเอามาเป็นเรื่องของเรา 


ดูใจเรานั่นแหละ 
พัฒนาตัวเองนั่นแหละ 
ทำใจเราให้ปกติ สบายๆ มากๆ 
หัด-ฝึก ปล่อยวาง นั่นเอง 
ไม่มีอะไรหรอก 
ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการตามรักษาจิตของเรา 
คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข 
 
คัดลอกบางตอนมาจาก :: หนังสือทุกข์เพราะคิดผิด
 
บอกไม่ถูกว่าเป็นยังไง 
ชีวิต 2-3 วันนี้ เหมือนจะมีความสุข
แต่ ไม่..
 
เหมือนเราหลอกตัวเองไปวันๆเลย เหอๆ
หลอกว่าตัวสำคัญ อย่างนั้น อย่างนี้...
 
ทั้งๆที่รู้ ว่ามันคืออะไร
แต่ใครล่ะ จะอดตั้งความหวังให้ตัวเอง
หวังว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้.. แน่เลย 555
ทั้งที่จริง ควรจะหวังให้มันเป็น ถึงจะถูก..
 
วันนี้ เหมือนถูกความหวังดีดกลับ..
อยากหัวเราะ สมเพชตัวเอง
แต่น้ำตาเสือกไหล.. 
 
ทำไมรู้สึกไร้ค่าแบบนี้..
มีใครเห็นค่าในตัวฉันไหม? 
 
ไม่มี..
 

แจ่วปลาร้า

posted on 12 Dec 2011 17:04 by alonebe  in MyStories
 
เสียงไก่ขันเป็นสัญญาณให้ชาวนาตื่นแต่เช้ามุ่งหน้าสู่ท้องนาเพื่อเริ่มงานในนา หลังเสียงไก่ขันเสียงอีแม่เริ่มงานดังขลุกขลัก แสงไฟจากตะเกียงและก่อไฟเตาฟืนเพื่อนึ่งข้าวเหนียว เสียงเทน้ำที่หาบมาจาบ่อตักน้ำจากบ่อเทใส่ตุ่มปลุกให้ทุคนต้องตื่น อีพ่อออกไปท้องนาแต่เช้ามืดเพื่อไถนาเตรียมพื้นที่ไว้ปักดำ เมื่ออีแม่เสร็จจากการนึ่งข้าวก็จะตามออกไปติดๆ ส่วนเราก็มีหน้าที่ทำกับข้าวให้พี่กับน้องชายกินเมื้อเช้าก่อนไปโรงเรียน เสร็จแล้วก็เตรียมกับข้าวมื้อเช้าออกไปส่งอีพ่อกับอีแม่ ทุกเช้าอาหารที่จะต้องทำและขาดไม่ได้ แม้ว่าจะมีอาหารอย่างอื่นแล้วก็ตาม คือ แจ่วปลาแดก กับผักลวก

แจ่ว ปลาแดกมีลักษณะแตกต่างจากแจ่วที่เคยรู้จักและเคยได้ยินผ่านหู จำไม่ได้ว่าอีแม่เคยสอนเมื่อใด แต่เราซึมซับและสามารถทำได้อย่างคุ้นเคย มีวิธีทำที่ง่ายไม่ซับซ้อนอะไร ให้เอาพริกชี้ฟ้าดิบมีลูกเขียวปนแดงและหอมกระเทียมเสียบไม้แล้วเอาไปย่างไฟ เมื่อย่างไฟให้สุกเพื่อไม่ให้เหม็นเขียวก็เอามาตำหรือโขลกพอได้ที่แล้วให้ ตักใส่ถ้วย แล้วตักปลาร้าปลาช่อนปลาดุกหรือปลาอะไรก็ได้ที่ดูว่ามันตัวใหญ่ๆวางข้างๆ พริกที่ตำเสร็จแล้ว ฝานมะนาวสักครึ่งเสี้ยววางลงไปด้วยสำหรับบีบเติมรสชาด หรือถ้าไม่มีมะนาวก็ใช้มะม่วงเปรี้ยวฝานบางๆหั่นฝอยลงไป แค่นี้ก็เสร็จแล้วสำหรับการทำแจ่วปลาร้าสูตรดั้งเดิม

แม้ว่าจะมีอาหารอย่างอื่นในมื้อเช้านั้น อีพ่อพูดเสมอว่าถ้าไม่ได้กินแจ่วปลาแดกแล้วมันเหมือนว่ากินข้าวไม่อุ่นท้อง หมายความว่ากินข้าวไม่อิ่มท้อง ยิ่งบางทีมีผักสารพัดที่อยู่ริมรั้ว เช่นผักขา (ผักชะอม) ผักก้านตง ผักตำลึง ยอดลิ้นฟ้า (เพกา) หน่ออ่อนของข่า หรือผักหมน้อยในสวนครัวนำมาลวกจิ้มแจ่วยิ่งเพิ่มรสชาดของแจ่วปลาแดกให้อร่อยยิ่งขึ้น บางทีแจ่วปลาแดกถ้วยนี้สามารถเป็นอาหารมื้อเที่ยงต่อได้อีก ด้วยเหตุผลเดิมๆว่ากินข้าวไม่อุ่นท้องเมื่อไม่ได้กินแจ่ว

หลังเสร็จปักดำนาช่วงเช้าไปจนถึงช่วงบ่ายโมงก็จะเป็นช่วงพักเที่ยงเพื่อกิน อาหาร อาหารหลักๆ อีกอย่างที่ขาดเสียไม่ได้เลยคือส้มตำปลาร้าแม้ว่า อีแม่จะเป็นคนไปหาอาหารมาทำในมื้อเที่ยงเพิ่มอีกก็ตาม บางที่หน้านาที่ไถไว้จำนวนมากๆ ไม่สามารถปักดำให้เสร็จภายในเที่ยงหรือบ่ายโมง ก็จะเลื่อนเวลาพักไปจนบ่าย 2 โมง เพราะถ้าหลังจากพักเที่ยงแล้วจะต้องลงมือถอนต้นกล้าสำหรับปักดำวันต่อไป ดังนั้นจึงต้องเร่งให้เสร็จแม้จะเลื่อนเวลาพักออกไปช้าก็ตาม

เมื่อหยุดพักช้าก็ทำให้เวลาไม่พอที่จะไปหาอาหารมาเพิ่มในมื้อเที่ยง วันนั้น อีแม่จัดแจงเด็ดใบขมิ้นที่ปลูกไว้บนคูนาข้างสระน้ำมาล้างน้ำเพื่อให้ดินที่กระเด็นใส่เวลาฝนตกหลุดออก เสร็จแล้วก็เลือกปลาแดกตัวใหญ่ๆ กะว่ามีเนื้อของปลามากๆหน่อยวางทับลงไปกับพริกและหอมกระเทียมที่โขลกพอหยาบๆ เสร็จแล้วห่อให้มิดชิดกลัดตรงปลายตองด้วยไม้กันไม่ให้หลุดแล้วนำไปตั้งหมกลงบนขี้เถ้าและกลบข้างๆ ให้รอบ ทิ้งไว้ประมาน 5 นาที ความร้อนระอุของขี้เถ้าจะทำให้ปลาร้าสุกและมีกลิ่นหอมหวลทั้งจากเครื่องเทศ และความหอมจากใบขมิ้น นำมาปั้นจิ้มกับข้าวเหนียว บรรยากาศแห่งท้องทุ่งแสงแดดที่ร้อนแรงยามบ่ายมองเห็นแสงความร้อนระยับไกล แต่ก็มีลมพัดเย็นสบายผ่านท้องทุ่งอันไพศาลและความเหนื่อยล้าที่ต้องสูญเสียพลังงานไปกับการปักดำนาหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ทำให้หมกปลาแดกของอีแม่ในวันนั้นอร่อยเป็นยิ่งนัก

ด้วยความอร่อยหลากหลายรูปแบบและรสชาดของปลาร้า ที่เติมคุณค่าทางอาหารด้วยผักพื้นบ้านชนิดต่างๆมาเป็นองค์ประกอบมื้อแล้วมื้อเล่า ทำให้เกิดพลังสมองและสองแขน สองขาเติบโตมาต่อสู้ชีวิบนโลกกลมๆ เบี้ยวๆ ใบนี้จนถึงวันนี้

ช่างมหัศจรรย์จริงๆ นะปลาร้า...........