Life

ไม่มีใจ ทำไมไม่บอก

posted on 14 Feb 2012 11:08 by alonebe  in Life
 

 

เธอไม่เคยคิดอะไร 
ที่ผ่านมาฉันก็เหมือนใครๆ แค่เพื่อนเท่านั้น 
ที่ผ่านมาทำไมไม่บอกว่าไม่รักกัน 
ไม่มีใจรักฉันแล้ววันนั้นทำไมไม่บอกสักที 

เธอไม่เคยคิดอะไร 
ต่างกับฉันที่คิดมากมายกับเธอคนนี้ 
ไม่มีใจก็น่าจะบอกไม่ควรทำใจดี 
แล้วแบบนี้ฉันจะตัดใจได้อย่างไร 

ช้าไปไหมที่รัก 
บอกว่าไม่มีใจให้พิงพักในวันที่มันสาย 
แล้วความรักที่ให้เธอฉันควรจะทำเช่นไร 
เอาคืนก็ไม่ได้ผลตอบแทนที่เธอจะให้ก็ไม่มี 

ที่ผ่านมาทำไมไม่บอก 
หรือจะหลอกให้ฉันมีความหวังอยู่อย่างนี้ 
ช้าเกินไปที่จะให้ฉันลบลืมความทรงจำที่มี 
สายไปแล้วคนดีที่จะให้เพื่อนเธอคนนี้... ตัดใจ 




 

  หากเราต้องอยู่กับใครสักคน . . . ที่ไม่ได้รักเราแล้ว 
          เราอยากให้เค้า บอกความจริงกับเรา หรือป่าว. . .?
          เราจะรู้สึกอย่างไร หากใครคนหนึ่ง หลอกเราว่ารัก. . . 
          ทั้งๆ ที่หมดรักไปแล้ว

          ทุกอย่างในโลกเปลี่ยนแปลงได้. . .แม้แต่ใจของเราเอง 
          เมื่อวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่า. . .
          เราไม่ได้รัก คนที่เรารักมาตลอดอีกแล้ว
          แม้จะเป็นเรื่องที่เจ็บปวด และยอมรับได้ยาก

          อาจฟังดูไม่ดี. . . แต่ก็คือความจริง ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
          และคนทุกคน ก็มีสิทธิ์ที่จะเลิกรัก. . . 
          เมื่อหัวใจเราได้ เปลี่ยนไปแล้ว
          การที่จะไปบอกว่า เราไม่ได้รักเขาอีกต่อไปแล้ว. . .

          มันเป็นเรื่องยาก เพราะความรู้สึกผิด. . .เพราะความสงสาร. . .
          หรือ เพราะอะไรอีกมากมาย. . .
          ทำให้หลายคน ไม่ยอมที่จะพูดความจริง
          และเก็บงำ ความรู้สึกมากมายเอาไว้ และทนคบกันต่อไป. . .

          ลองคิดกลับกันดีไหม. . .?
          หากเราต้องอยู่กับใครสักคน ที่ไม่รักแล้ว
          เราอยากจะให้เขา บอกความจริงกับเราหรือป่าว. . .?
          เราจะรู้สึกอย่างไร . . . หากใครคนนึงหลอกเราว่ารัก
          ทั้งๆ ที่หมดรักไปแล้ว

          เรามีสิทธิ์ที่จะเลิกรักก็จริง. . .แต่เขาก็มีสิทธิ์ ที่จะรู้ความจริง
          แค่ไม่รัก ก็ผิดมากพออยู่แล้ว. . . อย่าทำผิดมากกว่าเดิม
          ด้วยการรั้งเขาไว้...

          อย่าอ้างว่า เป็นเพราะความสงสาร
          เพราะมันอาจกลายเป็น. . . ความเห็นแก่ตัว
          บอกความจริงให้เขาได้รู้...
          ให้เขาได้มีส่วน ในการตัดสินใจ ที่จะอยู่หรือไป...

          แม้ไม่ได้ทำให้ความผิดลดลง แต่อย่างน้อยที่สุด...
          ก็จะไม่ทำให้ความผิดมากขึ้นไปกว่าเดิม. . .

รักหรือช้ำ-เราทำเอง

posted on 14 Feb 2012 10:49 by alonebe  in Life
 

 “ความรัก” ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน
แต่ในเมื่อวันนี้... มีแต่เพียงคำว่า "รัก"
"รัก” ที่ให้ไปหมดทั้งหัวใจ

... ดูเหมือนว่า...  
ไม่เคยมีค่า... ในความรู้สึกของคนที่เรารักเลย
ไม่มีโอกาส... ที่จะได้หวังในสิ่งที่ปรารถนา
ไม่มีสิทธิ์... แม้แต่จะคิดว่าจะได้รับ “ความรัก” จากเค้า

แล้วจะมีประโยชน์อะไร
ในเมื่อ... รักแล้ว... มีแต่ช้ำ!! 

ทุกข์เพราะคิดผิด

posted on 21 Dec 2011 14:50 by alonebe  in Life
 
อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น 
ภาวนามากๆ ดูตัวเองมากๆ 
หลวงพ่อ (พระโพธิญาณเถร) บอกว่า 
“ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90 % ดูตัวเองแค่ 10 %” 

คือคอยดูแต่ความผิดของคนอื่น เพ่งโทษคนอื่น 
คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น 

กลับเสียใหม่นะ 
ดูคนอื่นเหลือไว้ 10 % 
ดูเพื่อศึกษาว่า เมื่อเขาทำอย่างนั้น 
คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร 
เพื่อเอามาสอนตัวเองนั่นแหละ 
ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง 90 % 
จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่ 


ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง 
โบราณพูดว่า เรามักจะเห็น 
ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา 
ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม 

มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย 
เราจึงต้องระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้มากๆ 
เห็นความผิดของคนอื่น ให้หารด้วย 10 
เห็นความผิดตัวเอง ให้คูณด้วย 10 
จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม 
เพราะเหตุนี้เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมากๆ 
และตำหนิติเตียนตัวเองมากๆ 
แต่ถึงอย่างไรๆ เราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั่นแหละ 

พยายามอย่าสนใจการกระทำ การปฏิบัติของคนอื่น 
ดูตัวเอง สนใจแก้ไขตัวเองนั่นแหละมากๆ 
เช่น เข้าครัวเห็นเด็กทำอะไรไม่ถูกใจ 
แล้วก็เกิดอารมณ์ร้อนใจ 

ยังไม่ต้องบอกให้เขาแก้ไขอะไรหรอก 
รีบแก้ไข ระงับอารมณ์ร้อนใจของตัวเองเสียก่อน 
เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็สักแต่ว่า ใจเย็นๆ ไว้ก่อน 
ความเห็น ความคิด ความรู้สึกก็ไม่แน่..... ไม่แน่ 
อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้ 
เราอาจจะเปลี่ยนความเห็นก็ได้ 
สักแต่ว่า..... สักแต่ว่า..... ใจเย็นๆ ไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูด 

ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน 
เมื่อจิตสงบแล้ว เมื่อจิตปกติแล้ว 
จึงค่อยพูด จึงค่อยออกความเห็น 
พูดด้วยเหตุ ด้วยผล ประกอบด้วยจิตเมตตากรุณา 
ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด 
ทำให้เสียความรู้สึกของผู้อื่น 
ทำให้เสียความรู้สึกของตัวเอง 
ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร 
มักจะเสียประโยชน์ซ้ำไป 

เพราะฉะนั้น อยู่ที่ไหน อยู่ที่วัด อยู่ที่บ้าน 
ก็สงบๆ ๆ ไม่ต้องดูคนอื่นว่าเขาทำผิดๆ ๆ 
ดูแต่ตัวเรา ระวังความรู้สึก ระวังอารมณ์ของเราเองให้มากๆ 
พยายามแก้ไข พัฒนาตัวเรา..... นั่นแหละ 

เห็นอะไรชอบ ไม่ชอบ ปล่อยไว้ก่อน 
เรื่องของคนอื่น พยายามอย่าให้เข้ามาที่จิตใจเรา 
ถ้าไม่ระวัง ก็จะยุ่งกับเรื่องของคนอื่นไปเรื่อยๆ 
หาเรื่องอยู่อย่างนั้น เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป็นเรื่องของเราหมด 
มีแต่ยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ ทั้งวัน 
อารมณ์มาก จิตไม่ปกติ ไม่สบาย ทั้งวันๆ ก็หมดแรง 

ระวังนะ 
พยายามตามดูจิตของเรา รักษาจิตของเราให้เป็นปกติให้มาก 
ใครจะเป็นอะไร ใครจะทำอะไร ดีหรือไม่ดี เรื่องของเขา 
แม้เขาจะทำกับเรา ว่าเรา..... ก็เรื่องของเขา 
อย่าเอามาเป็นอารมณ์ 
อย่าเอามาเป็นเรื่องของเรา 


ดูใจเรานั่นแหละ 
พัฒนาตัวเองนั่นแหละ 
ทำใจเราให้ปกติ สบายๆ มากๆ 
หัด-ฝึก ปล่อยวาง นั่นเอง 
ไม่มีอะไรหรอก 
ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการตามรักษาจิตของเรา 
คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข 
 
คัดลอกบางตอนมาจาก :: หนังสือทุกข์เพราะคิดผิด

ความรัก กับ การรอคอย

posted on 08 Dec 2011 20:28 by alonebe  in Life
 
ทหารหนุ่มแอบหลงรักเจ้าหญิงเลอโฉม
เขาตระหนักถึงความสูงส่งของเธอ
เฉกเช่นเดียวกับที่ตระหนักถึงความต่ำต้อยตน
แต่เขายังรวบรวมความกล้า เดินเสี่ยงตายเข้าไปบอกเธอว่า
“รัก”
และจะอยู่บนโลกต่อไปโดยไม่มีเธอไม่ได้
เจ้าหญิงผู้เป็นดวงใจตอบเขาว่า
”ถ้าสามารถรอคอยอยู่ใต้ระเบียงห้องเธอได้ติดต่อกัน
100 วัน 100 คืน เธอจะเป็นของเขาตลอดไป”

ณ ใต้ระเบียง ทหารหนุ่มเฝ้ารอคอยอยู่ตรงนั้น
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหน
เขารอคอยในสายลมบาดผิว
รอคอยในสายฝนกระหน่ำ
รอคอยในความหนาวเหน็บของหิมะ
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยมีเจ้าหญิงของเขาเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา
เธอเห็นหยาดน้ำตาของเขาพรูพรายเป็นสาย
จนกระทั่งในคืนที่ 99
ทหารหนุ่ม หยุดร้องไห้
หยุดรอคอย
หยุดทุกอย่างไว้
แล้วหันหลังเดินจากไป
เรื่องนี้ไม่มีตอนจบ แต่มีบางคำถาม บางคำตอบในใจ
ความรักของเธอกับเขาอาจจะเหมือน “นาฬิกาทราย “
เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มหมดรักไปในใจอีกฝ่ายหนึ่งกลับรักขึ้นมาใหม่เต็มเปี่ยม

แต่บางทีทหารหนุ่มอาจตั้งใจแค่แสดงให้เห็นว่าเขารักเธอจริงแท้แค่ไหน

แค่พิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ต้องการ ครอบครองไว้
หรือบางทีเขาอาจเสียใจ
ต้องตัดใจจากไปเพราะรักเขาถูกทำร้ายย่ำยี
หรือบางทีเป็นเจ้าหญิงเองที่เสียใจ
เพราะไม่เคยมีใครรักเธอได้อีกถึงเพียงนี้...

ความรัก เป็นสิ่งที่ออกแบบไม่ได้
ความรัก เป็นเรื่องที่บังคับใจกันไม่ได้
ความรัก ที่บริสุทธิ์ คือ การให้...
ให้โดยที่ไม่หวังว่าจะได้อะไรตอบแทน

.........แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ผู้ที่ให้มักจะหวังอยู่ลึกๆ
ที่จะได้ความรักเป็นสิ่งตอบแทน..เสมอ
และเมื่อเค้าได้ ความรัก กลับมาแล้ว
มีเพียงน้อยคนนักที่จะสามารถให้ในลักษณะนี้ได้ตลอดไป

ความอดทนอยู่คู่กับความรักไม่ได้
แต่ความเข้าใจต่างหากที่ควรเคียงคู่กันไป
ถูกต้องที่ “เวลา” เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ทุกอย่าง
โดยเฉพาะความรัก

การประคองให้รักกันได้ตลอดไป
เป็นสิ่งที่ยากกว่าการจะทำอย่างใรให้รักกัน

เจ้าหญิงไม่ผิด และ ทหารผู้นี้ก็ไม่ผิด
เพียงแต่เวลาของ ความรัก ของสองคนนี้...
ไม่เท่ากันเท่านั้นเอง

เราจะรู้ค่าของสิ่งของสิ่งหนึ่ง เมื่อเราได้รู้ว่า
เรา... “ได้เสียมันไปแล้ว”

เ ป ลี่ ย น ก ฎ บ้ า ง ก็ ไ ด้

posted on 10 Oct 2011 21:58 by alonebe  in Life
 
 
คงไม่มีใครเถียง ถ้าจะบอกว่า
เราเท่านั้นที่เป็นคนกำหนดเส้นทางเดินให้กับตัวเอง
แ ต่ บ า ง ที . . .
ฉันก็ไม่แน่ใจพฤติกรรมที่ตัวเองทำอยู่เหมือนกัน
ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่...
 
อันไหนคือกฎของตัวเรา
อันไหนคือกฎของคนอื่น ?
 
แต่ นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่า เมื่อเรามีอายุที่เพิ่มขึ้นพร้อมๆกับระยะทางของการเดินทางในชีวิตที่มากขึ้น เรากลับพบว่าอาจมีเรื่องบางเรื่องที่เปลี่ยนมุมให้เราได้มองแตกต่างออกไปจาก เดิมที่เคยคิดไว้..
 
คุณจำเป็นต้องมองโลกในแง่ดีเสมอหรือเปล่า ?
 
การ มองโลกในแง่ดี จำทำให้เรามีความสุขในชีวิตมากขึ้น ทำให้เราเป็นคนมีจิตใจร่าเริง น่ารัก น่าอยู่ใกล้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นจริงตามนั้น
 
แต่ฉันกลับมีความคิดที่เพิ่มเติมออกไปบ้างตรงที่ว่า...
บาง ครั้ง การที่เราพยายามมองหาสิ่งที่ดีที่สุดจากสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ อาจทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองเหมือนกันว่า เรากำลังประมาทอยู่รึเปล่าได้เหมือนกัน
 
เพราะบาง ทีการมองอะไรตามความเป็นจริง ก็เป็นสิ่งจำเป็น มันแย่...ก็คือมันแย่ การจะมีความกลัวหรือความไม่แน่ใจอยู่บ้างก็น่าจะเป็นความคิดที่ดี เพราะอย่างน้อย สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเรื่องปกติที่ย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเราจะได้หาทางจัดการหรือรับมือกับสถานการณ์นั้นๆได้ทัน
 
จริง อยู่ที่คนมองโลกในแง่ดี มักจะมาพร้อมกับบุคลิกภาพที่อ่อนหวานนุ่มนวล แต่บางครั้งความอ่อนหวานที่ดูนุ่มนิ่มเกินไป ก็อาจไม่เป็นผลดี และคนอื่นก็อาจถือโอกาสนี้เอาเปรียบเราได้
 
จุดที่สมดุลต่างหากที่สำคัญ บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองเพียงเพราะว่าต้องการอยู่ในโปรแกรมที่สังคมกำหนดขึ้น... แค่นั้น
 
การ มองโลกในแง่ดีเกินไป บางทีก็เหมือนกับการหลอกลวงตัวเองไปจากความเป็นจริง ซึ่งฉันก็มองไม่ออกว่ามันจะดีไปกว่าการมองโลกในแง่ร้ายตรงไหน
 
แต่จะว่าไปแล้ว สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเรายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด น่าจะเป็นการมองโลกแค่มุมๆเดียวต่างหาก...
ไม่ใช่หรือ...
 
เป้าหมายชีวิตคลาดเคลื่อนได้เสมอ
การที่เราตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะพบว่ามีโอกาสใหม่ๆรอคอยเราอยู่เสมอเช่นกัน
 
Judge Judy Sheindlin ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Beauty Fades, Dumb is Forever (ความสวยไม่จีรัง แต่ความงั่งสิถาวร) ว่า
 
"...ความ คิดที่เสียหายที่สุดที่เราสื่อสารกับตัวเองและลูกหลานของเรา ก็คือความคิดที่ว่า ทุกคนมีหนึ่งอาชีพ หนึ่งโอกาส หนึ่งจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ..."
 
ซึ่งเป็นไปคนละทางกับชีวิตจริงๆ มิหนำซ้ำยังทำให้ตัวเองต้องติดอยู่กับกับดักนี้ไปตลอดชีวิต
 
ความ เป็นจริงก็คือ เราแต่ละคนสามารถที่จะเดินทางไปในที่ที่แตกต่างออกไปในระยะต่างๆกันของชีวิต เราสามารถล้มเลิกเส้นทางเดิม แล้วไปเริ่มเส้นทางใหม่ได้เสมอ
 
ถ้า เราเข้าใจตรงนี้ได้...ความรู้สึกที่ว่าตัวเองล้มเหลวก็คงจะไม่เกิดขึ้น การก้าวแต่ละก้าวล้วนพาเราเข้าใกล้เป้าหมายอยู่แล้ว เราอาจจะต้องปรับเป้าหมายบ้าง หากสภาพแวดล้อมไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ และการเดินอ้อมก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายตรงไหน...
 
 
เป็นแบบเดิม...ได้มั๊ย ?
ฉัน คิดว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเราแต่ละคนย่อมมีทั้งส่วนที่ดีอยู่แล้ว และส่วนที่ต้องปรับปรุงกันทั้งนั้น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเรามักจะชอบคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ และไขว่คว้าหาหนทางไปสู่ชีวิตที่(คิดว่า)ดีกว่าอยู่เสมอ
 
หน ทางเหล่านั้น มักมาพร้อมกับสิ่งกระตุ้นจากสื่อต่างๆ จากคำโฆษณา หรือแม้แต่คนรอบๆตัวเรา ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่ดี และสามารถนำมาใช้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงๆ
 
แต่คำ ถามคือว่า จำเป็นมากมั๊ย...? ที่เราต้องเปลี่ยนเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นคนใหม่ ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะทำ หรือทำแล้วไม่สบายใจ เป็นการบังคับตัวเองมากจนเกินไป ทั้งๆที่เราก็กำลังมีความสุขดีอยู่แล้วกับสิ่งที่เราเป็น (โดยไม่หลอกตัวเอง) เผลอๆมันอาจทำให้เรารู้สึกแย่ได้พอๆกับการเกลียดตัวเองที่ไม่ยอมริเริ่มทำ สิ่งใหม่ๆดูบ้างได้เหมือนกัน
 
          แน่นอนว่า...
 
          ค ว า ม แ ป ล ก ใ ห ม่
 
          เ ป็ น เ รื่ อ ง ท้ า ท า ย ข อ ง ชี วิ ต
 
          แต่เราก็ควรที่จะต้องลองถามตัวเองก่อนว่าพร้อมที่จะเจอกับความเปลี่ยนแปลงแล้วแค่ไหน
 
          ถ้าคำตอบออกมาว่า " ใช่ "

          ก็ เ ดิ น ห น้ า ต่ อ ไ ป ไ ด้ เ ล ย
 
          แต่ถ้า " ไม่ "

          เราก็เป็นแบบเดิมก็ได้.. ไ ม่ ใ ช่ ห รื อ . . .
 
สำหรับ ตัวฉัน ก็มีอะไรบางอย่างที่อยากจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่บ้างเหมือนกัน และก็ต้องโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ เมื่อไม่สามารถทำได้ จนกระทั่งมีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่ง เตือนสติและให้แง่คิดว่า ถ้าสิ่งที่เราเป็นอยู่ ไม่ได้ผิดหรือทำร้ายใคร เราก็เป็นแบบเดิมก็ได้ ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองให้เป็นแบบคนอื่น หรือสังคมมองว่าดี สิ่งที่เราควรทำคือพยายามแก้ไขในสิ่งที่ไม่ดี และเลือกให้ได้ว่าอะไรเหมาะกับเราก็พอแล้ว...
 
ชีวิตที่ดี...ต้องมีทุกอย่างจริงหรือ ?
" ความสมบูรณ์แบบ " คือสิ่งที่ใครๆก็อยากมี ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกใบนี้...แต่อย่างไรก็ขอให้ได้เข้า ใกล้มากที่สุดก็ยังดี เราจึงเห็นภาพคนหลายๆคนที่อยู่ภายใต้ความกดดันไปกับการใช้เวลาใส่ใจกับทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่รูปร่างของตัวเอง เรื่องความรักความสัมพันธ์ ตลอดไปจนถึงเรื่องของหน้าที่การงาน โดยหวังจะให้ดีเยี่ยมทุกๆด้าน
 
แต่ แทนที่จะเป็นผลดี กลับทำให้เรากลายเป็นคนที่หมกมุ่นกับตัวเองมากจนเกินไป และเห็นตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเท่านั้น ทั้งๆที่ยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ หรือเป็นต้นธารของความสุขที่แท้จริงสำหรับการมีชีวิตอยู่
 
มี การทำวิจัยในสังคมตะวันตกยืนยันว่า คนของเขาอยู่ดีกินดีขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าจะวัดกันด้านไหน แต่แทนที่จะมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย พวกเขากลับรู้สึกตรงกันข้าม
 
...สาเหตุที่พอจะมองเห็นได้ทันทีก็คือ
ก า ร เ ห็ น ค น อื่ น มี ก็ อ ย า ก จ ะ มี บ้ า ง
ก า ร อ ย า ก ไ ด้ ข อ ง ใ ห ม่
อ ย่ า ง ไ ม่ มี ที่ สิ้ น สุ ด
แ ล ะ แ ย ก ไ ม่ ไ ด้ ว่ า อ ะ ไ ร จ ำ เ ป็ น
อ ะ ไ ร เ กิ น ค ว า ม จ ำ เ ป็ น . . .
 
และ บางสาเหตุที่อาจจะเข้าใจยากอยู่สักหน่อยก็เช่นยิ่งมีทางเลือกมากยิ่งทำให้ เกิดความกระสับกระส่าย เพราะไม่รู้จะเลือกอะไรดี การได้ของที่อยากได้มากๆ ทำให้เกิดความลำบากใจ และความหมายในชีวิตจริงๆนั้น ก็ยากเกินกว่าจะเติมเต็ม...
 
หลายครั้งที่ฉันเห็น ภาพคนที่มีความพร้อมทุกอย่างในชีวิต แต่ฉันกลับมองไม่เห็นความสุขในชีวิตเขา ชีวิตที่ดีกับชีวิตที่มีครบทุกอย่าง จึงอาจจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ในความคิดของฉัน สิ่งที่เราต้องการน่าจะเป็นชีวิตที่กลมกลืนและลงตัวมากกว่า ซึ่งคงต้องอาศัยความเข้าใจในชีวิตอย่างแท้จริง รู้จักจังหวะ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา บางครั้งก็ต้องรู้จักปลอยโยนตัวเอง แต่บางครั้งก็ต้องเด็ดขาดกับชีวิตตัวเองด้วย
 
"คนเรานั้นต้องมีความสุขหล่อเลี้ยงชีวิต
 ต้นธารแห่งความสุขนั้นอยู่ที่ไหน
 ก็อยู่ในใจเรานี่แหล่ะ
 ถ้าเราเข้าใจจิตใจเราดีพอ
 เราก็จะมีธารแห่งความสุข
 ที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราไม่ให้ทุกข์
 ไม่ให้หม่นหมอง
 ทำให้เรามีความสดชื่น แจ่มใสตลอดเวลา"
 
ถึง แม้ว่าลักษณะนิสัยใจคอที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด อาจถูกกำหนดขึ้นจากโชคชะตาราศีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในเวลาต่อมาต่างหาก ที่มีอิทธิพลต่อตัวเราอย่างแท้จริง...
 
                  ชีวิตเป็นของคุณ...
               และคุณก็ควรใช้มันให้คุ้มค่า
               กับหนึ่งชีวิตที่ได้เกิดมาแล้ว
               อย่างไรก็ตาม...
               อย่าลืมว่า...คุณเปลี่ยนกฎให้ตัวเองได้เสมอ
               หากพบว่ามันเริ่มไม่เหมาะกับตัวเอง..
 
 
 
 

เสมือน จริง

posted on 18 May 2011 17:33 by alonebe  in Life
 
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนเรา คือเวลาแห่งมิตรภาพ


เวลาที่ใจหยุดวิ่งเพราะที่ตรงนี้ มีพอ พอดี รับรู้


รู้สึกได้แม้ในสิ่งที่อีกคนไม่ได้พูดออกมา..


เพราะสิ่งสำคัญ เห็นและได้ยินได้ด้วยใจ มิใช่แค่ด้วยตา

 
ขอให้เราอยู่ กับคนที่อยู่ตรงหน้า..

 
กับสิ่งที่เป็นจริง.. มิใช่เสมือนจริง!
 
 

 
" รักกัน " น่ะ มันง่าย...
แต่ " อยู่ด้วยกัน " มันยาก!!
 
เคยได้ยินมา.. อืมม มันก็จิงนะ
 
เพราะเวลารักกัน เราใช้แค่ความรู้สึกล้วนๆ
 
แต่การอยู่ด้วยกัน ต้องใช้ทุกอย่าง ทุกพลังใจชีวิต
ทั้งจิตวิญญาณ...
 
ความเข้าใจ ความอดทน การปรับตัว.. เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ความใส่ใจ เห็นอกเห็นใจ การให้อภัย.. และการยอมรับ
 
การอยู่ด้วยกัน ของคนสองคน ชีวิตของแต่ละคนเมื่อต้องมาอยู่ร่วมกัน
นั่นหมายความว่า.. บางอย่างที่เคยทำ ที่เคยมี อาจจะต้องจำยอมสูญเสียมันไป
เมื่อต้องอยู่ร่วมกับใครอีกคน...
 
แต่เราคิดว่า การอยู่ร่วมกัน ถ้าต่างคนต่างเข้าใจ ต่างปรับตัวและยอมรับ
ก็ไม่น่าจะยากเกินไป..
 
ไม่รู้สิ.. ว่าหลายๆคนคิดยังไงกันบ้าง..
 
 
 
 
 
ปล. อยากกลับไปทำงานล่ะ เพราะว่างมากๆเริ่มจะฟุ้งซ่านแล้ว เหอๆ
 
 
 

ไฟเหลือง หมายถึง?

posted on 10 May 2011 13:22 by alonebe  in Life

นิสัยของคนไทยเป็นกันแบบนี้นี่เอง..

 

สี่แยกไฟแดง.. จะมีสัญญาณไฟอยู่ 3 สี ด้วยกัน

ไฟแดง คือ หยุดรถ

ไฟเขียว คือ อนุญาตให้รถผ่านไปได้

ไฟเหลือง คือ ให้เตรียมหยุด (- -")

แต่ทำไม๊.. ทำไม คนไม่เคยเตรียมหยุดซักที

พอเห็นสัญญาณไฟเหลืองขึ้นเท่านั้นแหล่ะ แทนที่จะชะลอแล้วแตะเบรค

ดันแตะคันเร่งแทน บางคนถึงกับเหยียบคันเร่ง เพื่อจะให้พ้นไฟแดง..

 

เดือนที่ผ่านมาขับเข้าตัวเมืองมา เกือบเจออุบัติเหตุกลางสี่แยกไฟแดง เพราะเหตุการณ์แบบนี้แหล่ะ...

ไม่รู้จะพูดว่ายังไง.. ปัญญาชนทั้งนั้นนน... เฮ้ออออ

 

ตกลง ความหมายที่แท้จริงของไฟเหลือง คือ เตรียมหยุด หรือ รีบไป กันแน่...

เหอๆ

 

 

ไฟเหลือง คือคางเหลือง ถึงเลือดไหล

และอาจถึงสิ้นใจ กลางไฟเหลือง

นี่แหละประเทศไทย อันประเทือง

จึงเป็นเมือง "รักษาวินัยผ่าไฟแดง"
 
 

ลอยคอ - รอคอย

posted on 09 May 2011 18:53 by alonebe  in Life
ใครสักคน...ที่มีค่าแก่การรอคอย...
ใครบางคน...ที่มีค่าพอให้รอคอยการรอคอย ... เป็นเรื่องที่ทรมาน
โดยเฉพาะการรอคอยที่จะกลับมาพบกัน หรือรอคอยใครสักคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
เพราะในเวลาแห่งการรอคอยนั้น มันมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
และเข็มนาฬิกาก็เดินช้าขึ้นอีกเป็นเท่าตัว...

จากเวลาที่นานอยู่แล้วจึงนานยิ่งกว่า และการดำเนินชีวิตระหว่างการรอนั้น
ก็มีตัวแปรมากมายที่จะทำให้คนเปลี่ยนไปอยู่ทุกขณะ
เพราะทุกคนมีพื้นฐานความเหงา และโดดเดี่ยวอยู่ในตัวเอง พอๆ กับความอ่อนไหว
เป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้ระยะทางเป็นเครื่องวัดความรู้สึก
พิสูจน์ความแข็งแรงของความรัก วัดการกระทำ...
ความเสมอต้นเสมอปลาย และความอดทน


ด้วยเงื่อนไขของความลำบากแห่งกาลเวลา และตัดสินว่า...การรอคอยจะคุ้มค่าหรือไม่
การอยู่ห่างกัน... จึงจำเป็นต้องพิสูจน์กันด้วยความเข้มแข็ง
ต่างคนต่างก็ต้องทำหัวใจให้เข้มแข็งกับอารมณ์ต่างๆ
ที่คอยรบกวน...และคอยชักจูงออกนอกลู่นอกทาง
เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย...ที่วันนึงเราพบว่า
 
คนคนหนึ่ง...คือคนที่ชีวิตเราตามหามาตลอด และใครสักคนที่เป็นได้อย่างที่เราฝัน
มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
และคนที่จะฝ่าฟันกับการบีบคั้นแห่งการรอคอย
กลับมาหาเราได้ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดา...
เพราะฉะนั้น......ย่อมหมายถึง...ความรู้สึกที่เค้ามีอยู่ก็คงไม่ได้ธรรมดา
และคนคนนั้นก็ย่อมเต็มค่า

เวลาที่ชาวประมงจะเลี้ยงหอยมุก จะต้องใช้เวลาเนิ่นนาน
และสามารถรอคอยได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเขารู้ว่า เมื่อไหร่ถึงเวลา
ที่มุกสามารถนำมาร้อยเป็นสร้อยได้
ย่อมเกิดค่ามหาศาล ...ชีวิตจึงจำเป็นต้องรอคอยใครสักคนให้ได้
หากรู้ว่าเป็นใครสักคน ...ที่มีค่าแก่การรอคอย...