คงไม่มีใครเถียง ถ้าจะบอกว่า
เราเท่านั้นที่เป็นคนกำหนดเส้นทางเดินให้กับตัวเอง
แ ต่ บ า ง ที . . .
ฉันก็ไม่แน่ใจพฤติกรรมที่ตัวเองทำอยู่เหมือนกัน
ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่...
อันไหนคือกฎของตัวเรา
อันไหนคือกฎของคนอื่น ?
แต่ นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่า เมื่อเรามีอายุที่เพิ่มขึ้นพร้อมๆกับระยะทางของการเดินทางในชีวิตที่มากขึ้น เรากลับพบว่าอาจมีเรื่องบางเรื่องที่เปลี่ยนมุมให้เราได้มองแตกต่างออกไปจาก เดิมที่เคยคิดไว้..
คุณจำเป็นต้องมองโลกในแง่ดีเสมอหรือเปล่า ?
การ มองโลกในแง่ดี จำทำให้เรามีความสุขในชีวิตมากขึ้น ทำให้เราเป็นคนมีจิตใจร่าเริง น่ารัก น่าอยู่ใกล้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นจริงตามนั้น
แต่ฉันกลับมีความคิดที่เพิ่มเติมออกไปบ้างตรงที่ว่า...
บาง ครั้ง การที่เราพยายามมองหาสิ่งที่ดีที่สุดจากสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ อาจทำให้เราต้องกลับมาถามตัวเองเหมือนกันว่า เรากำลังประมาทอยู่รึเปล่าได้เหมือนกัน
เพราะบาง ทีการมองอะไรตามความเป็นจริง ก็เป็นสิ่งจำเป็น มันแย่...ก็คือมันแย่ การจะมีความกลัวหรือความไม่แน่ใจอยู่บ้างก็น่าจะเป็นความคิดที่ดี เพราะอย่างน้อย สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเรื่องปกติที่ย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเราจะได้หาทางจัดการหรือรับมือกับสถานการณ์นั้นๆได้ทัน
จริง อยู่ที่คนมองโลกในแง่ดี มักจะมาพร้อมกับบุคลิกภาพที่อ่อนหวานนุ่มนวล แต่บางครั้งความอ่อนหวานที่ดูนุ่มนิ่มเกินไป ก็อาจไม่เป็นผลดี และคนอื่นก็อาจถือโอกาสนี้เอาเปรียบเราได้
จุดที่สมดุลต่างหากที่สำคัญ บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองเพียงเพราะว่าต้องการอยู่ในโปรแกรมที่สังคมกำหนดขึ้น... แค่นั้น
การ มองโลกในแง่ดีเกินไป บางทีก็เหมือนกับการหลอกลวงตัวเองไปจากความเป็นจริง ซึ่งฉันก็มองไม่ออกว่ามันจะดีไปกว่าการมองโลกในแง่ร้ายตรงไหน
แต่จะว่าไปแล้ว สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเรายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด น่าจะเป็นการมองโลกแค่มุมๆเดียวต่างหาก...
ไม่ใช่หรือ...
เป้าหมายชีวิตคลาดเคลื่อนได้เสมอ
การที่เราตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะพบว่ามีโอกาสใหม่ๆรอคอยเราอยู่เสมอเช่นกัน
Judge Judy Sheindlin ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Beauty Fades, Dumb is Forever (ความสวยไม่จีรัง แต่ความงั่งสิถาวร) ว่า
"...ความ คิดที่เสียหายที่สุดที่เราสื่อสารกับตัวเองและลูกหลานของเรา ก็คือความคิดที่ว่า ทุกคนมีหนึ่งอาชีพ หนึ่งโอกาส หนึ่งจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ..."
ซึ่งเป็นไปคนละทางกับชีวิตจริงๆ มิหนำซ้ำยังทำให้ตัวเองต้องติดอยู่กับกับดักนี้ไปตลอดชีวิต
ความ เป็นจริงก็คือ เราแต่ละคนสามารถที่จะเดินทางไปในที่ที่แตกต่างออกไปในระยะต่างๆกันของชีวิต เราสามารถล้มเลิกเส้นทางเดิม แล้วไปเริ่มเส้นทางใหม่ได้เสมอ
ถ้า เราเข้าใจตรงนี้ได้...ความรู้สึกที่ว่าตัวเองล้มเหลวก็คงจะไม่เกิดขึ้น การก้าวแต่ละก้าวล้วนพาเราเข้าใกล้เป้าหมายอยู่แล้ว เราอาจจะต้องปรับเป้าหมายบ้าง หากสภาพแวดล้อมไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ และการเดินอ้อมก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายตรงไหน...
เป็นแบบเดิม...ได้มั๊ย ?
ฉัน คิดว่าสิ่งที่อยู่ในตัวเราแต่ละคนย่อมมีทั้งส่วนที่ดีอยู่แล้ว และส่วนที่ต้องปรับปรุงกันทั้งนั้น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเรามักจะชอบคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ และไขว่คว้าหาหนทางไปสู่ชีวิตที่(คิดว่า)ดีกว่าอยู่เสมอ
หน ทางเหล่านั้น มักมาพร้อมกับสิ่งกระตุ้นจากสื่อต่างๆ จากคำโฆษณา หรือแม้แต่คนรอบๆตัวเรา ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่ดี และสามารถนำมาใช้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงๆ
แต่คำ ถามคือว่า จำเป็นมากมั๊ย...? ที่เราต้องเปลี่ยนเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นคนใหม่ ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะทำ หรือทำแล้วไม่สบายใจ เป็นการบังคับตัวเองมากจนเกินไป ทั้งๆที่เราก็กำลังมีความสุขดีอยู่แล้วกับสิ่งที่เราเป็น (โดยไม่หลอกตัวเอง) เผลอๆมันอาจทำให้เรารู้สึกแย่ได้พอๆกับการเกลียดตัวเองที่ไม่ยอมริเริ่มทำ สิ่งใหม่ๆดูบ้างได้เหมือนกัน
แน่นอนว่า...
ค ว า ม แ ป ล ก ใ ห ม่
เ ป็ น เ รื่ อ ง ท้ า ท า ย ข อ ง ชี วิ ต
แต่เราก็ควรที่จะต้องลองถามตัวเองก่อนว่าพร้อมที่จะเจอกับความเปลี่ยนแปลงแล้วแค่ไหน
ถ้าคำตอบออกมาว่า " ใช่ "
ก็ เ ดิ น ห น้ า ต่ อ ไ ป ไ ด้ เ ล ย
แต่ถ้า " ไม่ "
เราก็เป็นแบบเดิมก็ได้.. ไ ม่ ใ ช่ ห รื อ . . .
สำหรับ ตัวฉัน ก็มีอะไรบางอย่างที่อยากจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่บ้างเหมือนกัน และก็ต้องโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ เมื่อไม่สามารถทำได้ จนกระทั่งมีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่ง เตือนสติและให้แง่คิดว่า ถ้าสิ่งที่เราเป็นอยู่ ไม่ได้ผิดหรือทำร้ายใคร เราก็เป็นแบบเดิมก็ได้ ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองให้เป็นแบบคนอื่น หรือสังคมมองว่าดี สิ่งที่เราควรทำคือพยายามแก้ไขในสิ่งที่ไม่ดี และเลือกให้ได้ว่าอะไรเหมาะกับเราก็พอแล้ว...
ชีวิตที่ดี...ต้องมีทุกอย่างจริงหรือ ?
" ความสมบูรณ์แบบ " คือสิ่งที่ใครๆก็อยากมี ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกใบนี้...แต่อย่างไรก็ขอให้ได้เข้า ใกล้มากที่สุดก็ยังดี เราจึงเห็นภาพคนหลายๆคนที่อยู่ภายใต้ความกดดันไปกับการใช้เวลาใส่ใจกับทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่รูปร่างของตัวเอง เรื่องความรักความสัมพันธ์ ตลอดไปจนถึงเรื่องของหน้าที่การงาน โดยหวังจะให้ดีเยี่ยมทุกๆด้าน
แต่ แทนที่จะเป็นผลดี กลับทำให้เรากลายเป็นคนที่หมกมุ่นกับตัวเองมากจนเกินไป และเห็นตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเท่านั้น ทั้งๆที่ยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ หรือเป็นต้นธารของความสุขที่แท้จริงสำหรับการมีชีวิตอยู่
มี การทำวิจัยในสังคมตะวันตกยืนยันว่า คนของเขาอยู่ดีกินดีขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าจะวัดกันด้านไหน แต่แทนที่จะมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย พวกเขากลับรู้สึกตรงกันข้าม
...สาเหตุที่พอจะมองเห็นได้ทันทีก็คือ
ก า ร เ ห็ น ค น อื่ น มี ก็ อ ย า ก จ ะ มี บ้ า ง
ก า ร อ ย า ก ไ ด้ ข อ ง ใ ห ม่
อ ย่ า ง ไ ม่ มี ที่ สิ้ น สุ ด
แ ล ะ แ ย ก ไ ม่ ไ ด้ ว่ า อ ะ ไ ร จ ำ เ ป็ น
อ ะ ไ ร เ กิ น ค ว า ม จ ำ เ ป็ น . . .
และ บางสาเหตุที่อาจจะเข้าใจยากอยู่สักหน่อยก็เช่นยิ่งมีทางเลือกมากยิ่งทำให้ เกิดความกระสับกระส่าย เพราะไม่รู้จะเลือกอะไรดี การได้ของที่อยากได้มากๆ ทำให้เกิดความลำบากใจ และความหมายในชีวิตจริงๆนั้น ก็ยากเกินกว่าจะเติมเต็ม...
หลายครั้งที่ฉันเห็น ภาพคนที่มีความพร้อมทุกอย่างในชีวิต แต่ฉันกลับมองไม่เห็นความสุขในชีวิตเขา ชีวิตที่ดีกับชีวิตที่มีครบทุกอย่าง จึงอาจจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ในความคิดของฉัน สิ่งที่เราต้องการน่าจะเป็นชีวิตที่กลมกลืนและลงตัวมากกว่า ซึ่งคงต้องอาศัยความเข้าใจในชีวิตอย่างแท้จริง รู้จักจังหวะ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา บางครั้งก็ต้องรู้จักปลอยโยนตัวเอง แต่บางครั้งก็ต้องเด็ดขาดกับชีวิตตัวเองด้วย
"คนเรานั้นต้องมีความสุขหล่อเลี้ยงชีวิต
ต้นธารแห่งความสุขนั้นอยู่ที่ไหน
ก็อยู่ในใจเรานี่แหล่ะ
ถ้าเราเข้าใจจิตใจเราดีพอ
เราก็จะมีธารแห่งความสุข
ที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราไม่ให้ทุกข์
ไม่ให้หม่นหมอง
ทำให้เรามีความสดชื่น แจ่มใสตลอดเวลา"
ถึง แม้ว่าลักษณะนิสัยใจคอที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด อาจถูกกำหนดขึ้นจากโชคชะตาราศีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในเวลาต่อมาต่างหาก ที่มีอิทธิพลต่อตัวเราอย่างแท้จริง...
ชีวิตเป็นของคุณ...
และคุณก็ควรใช้มันให้คุ้มค่า
กับหนึ่งชีวิตที่ได้เกิดมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม...
อย่าลืมว่า...คุณเปลี่ยนกฎให้ตัวเองได้เสมอ
หากพบว่ามันเริ่มไม่เหมาะกับตัวเอง..